Chapter 23 (บทที่ 23)
“Diet and Health”

Our bodies are built up from the food we eat. There is a constant breaking down of the tissues of the body; every movement of every organ involves waste, and this waste is repaired from our food. Each organ of the body requires its share of nutrition. The brain must be supplied with its portion; the bones, muscles, and nerves demand theirs. It is a wonderful process that transforms the food into blood and uses this blood to build up the varied parts of the body; but this process is going on continually, supplying with life and strength each nerve, muscle, and tissue. {MH 295.1}

ร่างกายของเราเจริญวัยจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เนื้อเยื่อของร่างกายมีการเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา การเคลื่อนไหวของอวัยวะทุกส่วนจะทำให้เกิดการชำรุดสึกหรอ และส่วนที่ชำรุดสึกหรอนี้รับการซ่อมแซมกลับคืนสู่สภาพปกติจากอาหารที่เรารับประทาน อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกายต่างต้องการสารอาหารในส่วนของตน สมองต้องรับสารอาหารในส่วนของมัน ทั้งกระดูก กล้ามเนื้อ และประสาทก็ต้องการส่วนของพวกมัน การเปลี่ยนแปลงอาหารให้กลายเป็นโลหิตและใช้โลหิตนี้ไปเสริมสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถือว่าเป็นกรรมวิธีที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง แต่กรรมวิธีนี้ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดหาความแข็งแรงและความมีชีวิตชีวามาหล่อเลี้ยงประสาททุกเส้น กล้ามเนื้อทุกมัดและเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกาย {MH 295.1}

Selection of Food Those foods should be chosen that best supply the elements needed for building up the body. In this choice, appetite is not a safe guide. Through wrong habits of eating, the appetite has become perverted. Often it demands food that impairs health and causes weakness instead of strength. We cannot safely be guided by the customs of society. The disease and suffering that everywhere prevail are largely due to popular errors in regard to diet. {MH 295.2}

การเลือกอาหารที่จะรับประทาน อาหารที่เราเลือกรับประทานควรเป็นอาหารชนิดที่มีส่วนประกอบสำคัญต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างร่างกาย ในการเลือกนั้น ความอยากอาหารไม่ใช่เป็นตัวชี้ที่ปลอดภัยนัก นิสัยการรับประทานที่ผิด ๆ ทำให้ความอยากอาหารถูกบิดเบือน หลายครั้งสาเหตุนี้ทำให้เกิดความอยากอาหารที่บั่นทอนสุขภาพ แทนที่จะเสริมสร้างกำลังความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย เรามิอาจปล่อยให้ธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมนำเราหลงทาง โรคภัยไข้เจ็บและความทุกข์ทรมานที่มีอยู่ในทั่วทุกหนแห่งนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เกิดจากค่านิยมที่ผิดๆ เกี่ยวกับอาหารการกิน {MH 295.2}

In order to know what are the best foods, we must study God’s original plan for man’s diet. He who created man and who understands his needs appointed Adam his food. “Behold,” He said, “I have given you every herb yielding seed, . . . and every tree, in which is the fruit of a tree yielding seed; to you it shall be for food.” Genesis 1:29, A.R.V. Upon leaving Eden to gain his livelihood by tilling the earth under the curse of sin, man received permission to eat also “the herb of the field.” Genesis 3:18. {MH 295.3}

เพื่อที่จะทราบว่าอาหารใดดีที่สุด เราต้องศึกษาแผนการตั้งแต่เริ่มแรกที่พระเจ้าได้ทรงวางไว้เกี่ยวกับอาหารสำหรับมนุษย์ พระองค์ผู้ทรงสร้างมนุษย์และผู้ทรงเข้าพระทัยถึงความต้องการของเขา ประทานอาหารให้แก่อาดัมโดยตรัสว่า “ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด…..และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้าเป็นอาหารเจ้า” ปฐมกาล 1:29 เมื่อมนุษย์ต้องออกจากสวนเอเดนเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพโดยอาศัยการเพาะปลูกพืชผล อันเป็นผลจากการกระทำความผิดบาปนั้น มนุษย์ได้รับอนุญาตให้รับประทาน “พืชต่างๆ ของทุ่งนา” ด้วย ปฐมกาล 3:18 {MH 295.3}

Grains, fruits, nuts, and vegetables constitute the diet chosen for us by our Creator. These foods, prepared in as simple and natural a manner as possible, are the most healthful and nourishing. They impart a strength, a power of endurance, and a vigor of intellect that are not afforded by a more complex and stimulating diet. {MH 296.1}

ธัญพืช ผลไม้ ถั่วและพืชผักชนิดต่างๆ เป็นส่วนประกอบของอาหารที่พระผู้สร้างได้ทรงเลือกสรรไว้ให้แก่เรา อาหารเหล่านี้ หากปรุงอย่างเรียบง่ายและมีสภาพที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ จะมีประโยชน์สำหรับบำรุงเลี้ยงร่างกายมากที่สุด ทั้งยังช่วยให้ร่างกายเกิดความแข็งแรง มีความอดทน มีสติปัญญาที่เฉียบแหลม ซึ่งอาหารที่ปรุงอย่างวิจิตรซับซ้อนและอาหารที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นร่างกายไม่อาจที่จะให้คุณค่าอย่างเดียวกันนี้ได้ {MH 296.1}

But not all foods wholesome in themselves are equally suited to our needs under all circumstances. Care should be taken in the selection of food. Our diet should be suited to the season, to the climate in which we live, and to the occupation we follow. Some foods that are adapted for use at one season or in one climate are not suited to another. So there are different foods best suited for persons in different occupations. Often food that can be used with benefit by those engaged in hard physical labor is unsuitable for persons of sedentary pursuits or intense mental application. God has given us an ample variety of healthful foods, and each person should choose from it the things that experience and sound judgment prove to be best suited to his own necessities. {MH 296.2}

แต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทุกชนิดก็ใช่ว่าจะมีความเหมาะสมกับความต้องการของเราในทุกๆ สภาวะ เราควรจะเลือกอาหารที่จะรับประทานด้วยความระมัดระวัง อาหารการกินของเราควรจะมีความเหมาะสมกับฤดูกาล สภาพภูมิอากาศที่เราอาศัยอยู่ และเหมาะกับอาชีพที่เราทำ อาหารบางชนิดที่เหมาะสำหรับฤดูหนึ่งหรือในท้องถิ่นที่มีสภาพอากาศอย่างหนึ่ง อาจไม่เหมาะสมสำหรับฤดูกาลอื่นหรือในสภาพอากาศอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น จึงมีอาหารชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละอาชีพ บ่อยครั้งอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงานมาก ย่อมไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะอยู่กับที่ หรือผู้ที่ต้องใช้งานหนักไปทางความคิดและสมอง พระเจ้าประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ชนิดต่างๆ อย่างเพียงพอให้เรา และแต่ละคนควรเลือกอาหารที่เหมาะสมที่สุดกับความจำเป็นของเขาด้วยประสบการณ์และวิจารณญาณที่มีสติของเขาเอง {MH 296.2}

Nature’s abundant supply of fruits, nuts, and grains is ample, and year by year the products of all lands are more generally distributed to all, by the increased facilities for transportation. As a result many articles of food which a few years ago were regarded as expensive luxuries are now within the reach of all as foods for everyday use. This is especially the case with dried and canned fruits. {MH 297.1}

ธรรมชาติบันดาลให้มีผลผลิตของผลไม้ ถั่ว และธัญพืชชนิดต่างๆ อย่างล้นเหลือ ในแต่ละปีผลิตผลจากทุกดินแดนทั่วโลกถูกกระจายไปอย่างกว้างไกลมากยิ่งขึ้น ด้วยประสิทธิภาพของระบบการขนส่งที่เติบโตขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ อาหารหลายชนิดที่เคยถูกจัดว่าเป็นของฟุ่มเฟือยและมีราคาแพงเมื่อไม่กี่ปีก่อน กลับกลายเป็นอาหารที่ทุกคนสามารถซื้อหามารับประทานได้ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารจำพวกผลไม้แห้งและผลไม้บรรจุกระป๋อง {MH 297.1}

Nuts and nut foods are coming largely into use to take the place of flesh meats. With nuts may be combined grains, fruits, and some roots, to make foods that are healthful and nourishing. Care should be taken, however, not to use too large a proportion of nuts. Those who realize ill effects from the use of nut foods may find the difficulty removed by attending to this precaution. It should be remembered, too, that some nuts are not so wholesome as others. Almonds are preferable to peanuts, but peanuts in limited quantities, used in connection with grains, are nourishing and digestible. {MH 298.1}

ถั่วเปลือกแข็งและอาหารที่ทำจากถั่วมากมายกำลังมีการนำมาใช้แทนเนื้อสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจนำถั่วชนิดต่างๆ มาปรุงผสมกับธัญพืช ผลไม้และพืชให้หัวบางชนิดเพื่อประกอบเป็นอาหารที่มีประโยชน์และบำรุงร่างกาย อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังอย่าผสมถั่วในสัดส่วนที่มากเกินไป ผู้ที่ทราบถึงผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์อาจสามารถขจัดปัญหานี้ออกไปได้ด้วยการใส่ใจในคำเตือนนี้ เราควรจะจดจำไว้ว่าถั่วบางชนิดอาจจะมีคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่เท่ากัน เมล็ดอัลมอนด์มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าถั่วลิสง แต่การรับประทานถั่วลิสงในปริมาณจำกัดร่วมกับธัญพืชชนิดต่างๆ จะช่วยบำรุงสุขภาพและย่อยง่าย {MH 298.1}

When properly prepared, olives, like nuts, supply the place of butter and flesh meats. The oil, as eaten in the olive, is far preferable to animal oil or fat. It serves as a laxative. Its use will be found beneficial to consumptives, and it is healing to an inflamed, irritated stomach. {MH 298.2}

เมื่อจัดปรุงตามวิธีการที่ถูกต้อง ผลมะกอกจะมีคุณสมบัติเหมือนถั่วเปลือกแข็งซึ่งสามารถจะนำมาใช้แทนเนยและเนื้อสัตว์ได้ การรับประทานน้ำมันมะกอกให้ประโยชน์มากกว่าน้ำมันหรือไขมันสัตว์ น้ำมันมะกอกมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค และรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ {MH 298.2}

Persons who have accustomed themselves to a rich, highly stimulating diet have an unnatural taste, and they cannot at once relish food that is plain and simple. It will take time for the taste to become natural and for the stomach to recover from the abuse it has suffered. But those who persevere in the use of wholesome food will, after a time, find it palatable. Its delicate and delicious flavors will be appreciated, and it will be eaten with greater enjoyment than can be derived from unwholesome dainties. And the stomach, in a healthy condition, neither fevered nor overtaxed, can readily perform its task. {MH 298.3}

ผู้ที่เคยชินกับอาหารรสจัดและมีฤทธิ์กระตุ้นมากๆ เป็นผู้ที่มีรสนิยมผิดธรรมชาติ และทำให้พวกเขาไม่สามารถรู้ในทันทีถึงรสชาติของอาหารที่ธรรมดาๆ และเรียบง่ายได้ ประสาทรับรสและกระเพาะอาหารต้องใช้เวลาในการปรับสภาพจากการถูกใช้งานอย่างสมบุกสมบัน ส่วนผู้ที่พากเพียรรับประทานแต่อาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายจะพบว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะรู้สึกว่าอาหารประเภทนี้มีรสชาติที่น่ารับประทาน พวกเขาจะชื่นชอบกับรสชาติที่อร่อยและละเอียดอ่อน และจะรับประทานด้วยความรู้สึกพึงพอใจมากกว่าการรับประทานอาหารราคาแพงที่ไม่มีคุณค่าต่อร่างกาย และเมื่อกระเพาะอาหารอยู่ในสภาพที่แข็งแรงไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไปก็พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ของมัน {MH 298.3}

In order to maintain health, a sufficient supply of good, nourishing food is needed. {MH 299.1}

เพื่อรักษาสุขภาพที่แข็งแรง ร่างกายจำต้องได้รับสารอาหารที่ดีและมีประโยชน์อย่างเพียงพอ {MH 299.1}

If we plan wisely, that which is most conducive to health can be secured in almost every land. The various preparations of rice, wheat, corn, and oats are sent abroad everywhere, also beans, peas, and lentils. These, with native or imported fruits, and the variety of vegetables that grow in each locality, give an opportunity to select a dietary that is complete without the use of flesh meats. {MH 299.2}

หากเรารู้จักตระเตรียมอย่างชาญฉลาด อาหารที่บำรุงสุขภาพสามารถจัดหาได้แทบจะทั่วทุกถิ่นของโลก ผลิตผลต่างๆ ที่ผ่านการเตรียมมาแล้วไม่ว่าจะเป็นข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าวโอ๊ต รวมทั้งถั่วชนิดต่างๆ ถั่วลันเตาและถั่วเลนทิล ต่างถูกกระจายส่งออกนอกประเทศในทั่วทุกหนแห่ง อาหารเหล่านี้ร่วมกับผลไม้ในท้องถิ่นหรือที่นำเข้าจากต่างประเทศ และพืชผักชนิดต่างๆ ที่ปลูกในแต่ละท้องที่ จะช่วยให้เรามีโอกาสเลือกอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนโดยที่ไม่ต้องใช้เนื้อสัตว์ {MH 299.2}

Wherever fruit can be grown in abundance, a liberal supply should be prepared for winter, by canning or drying. Small fruits, such as currants, gooseberries, strawberries, raspberries, and blackberries, can be grown to advantage in many places where they are but little used and their cultivation is neglected. {MH 299.3}

ในท้องถิ่นใดที่สามารถปลูกผลไม้ได้มากๆ เราควรจัดเตรียมเสบียงอย่างเพียงพอไว้สำหรับในช่วงฤดูหนาวด้วยการเก็บถนอมในรูปกระป๋องหรือตากแห้ง ผลไม้ลูกเล็กๆ เช่น องุ่น กูสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และแบล็กเบอร์รี่ สามารถจะนำมาปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ได้ในสถานที่หลายแห่งที่ยังไม่เห็นถึงประโยชน์และไม่เอาใจใส่ต่อการปลูกผลไม้จำพวกนี้ {MH 299.3}

For household canning, glass, rather than tin cans, should be used whenever possible. It is especially necessary that the fruit for canning should be in good condition. Use little sugar, and cook the fruit only long enough to ensure its preservation. Thus prepared, it is an excellent substitute for fresh fruit. {MH 299.4}

สำหรับการเก็บถนอมอาหารตามครัวเรือน เราควรเลือกใช้ขวดแก้วมากกว่ากระป๋องแผ่นเหล็กวิลาศเท่าที่จะทำได้ ปัจจัยสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ผลไม้ที่จะนำมาเก็บถนอมนั้นควรจะอยู่ในสภาพที่ดี ใช้น้ำตาลแต่น้อย และต้มให้นานพอที่จะเก็บไว้โดยที่ไม่เสีย โดยวิธีนี้ เราก็จะสามารถใช้แทนผลไม้สดได้เป็นอย่างดี {MH 299.4}

Wherever dried fruits, such as raisins, prunes, apples, pears, peaches, and apricots are obtainable at moderate prices, it will be found that they can be used as staple articles of diet much more freely than is customary, with the best results to the health and vigor of all classes of workers. {MH 299.5}

ที่ใดที่สามารถซื้อผลไม้แห้งในราคาพอสมควร เช่น ลูกเกด ลูกพรุน แอปเปิ้ล ลูกแพร์ ลูกพีช และแอปริคอท ก็อาจจะใช้ผลไม้แห้งเหล่านี้เป็นรายการอาหารหลักได้มากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลอย่างดีเลิศต่อสุขภาพและกำลังความแข็งแรงของร่างกายของผู้ที่ทำงานในทุกๆ สาขาอาชีพ {MH 299.5}

There should not be a great variety at any one meal, for this encourages overeating and causes indigestion. {MH 299.6}

ในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อนั้น เราไม่ควรที่จะมีอาหารให้มากมายหลายชนิด เพราะจะทำให้รับประทานมากจนเกินไปและส่งผลให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยขึ้นได้ {MH 299.6}

It is not well to eat fruit and vegetables at the same meal. If the digestion is feeble, the use of both will often cause distress and inability to put forth mental effort. It is better to have the fruit at one meal and the vegetables at another. {MH 299.7}

เป็นการไม่เหมาะสมที่จะรับประทานผลไม้และผักในมื้อเดียวกัน ยิ่งถ้าระบบย่อยอาหารอ่อนแอ การรับประทานทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันมักจะทำให้เกิดอาการปวดท้องและทำให้สมองคิดอะไรไม่ค่อยออก เราควรรับประทานผลไม้ในมื้อหนึ่งและผักในอีกมื้อหนึ่งจะดีกว่า {MH 299.7}

The meals should be varied. The same dishes, prepared in the same way, should not appear on the table meal after meal and day after day. The meals are eaten with greater relish, and the system is better nourished, when the food is varied. {MH 300.1}

อาหารควรจะสับเปลี่ยนให้แตกต่างกันออกไปบ้าง เราไม่ควรรับประทานอาหารชนิดเดียวกันที่จัดปรุงด้วยวิธีการแบบเดียวกันซ้ำซากจำเจอยู่ทุกๆ วัน เมื่อมีอาหารที่หลากหลายเปลี่ยนแปลงออกไปบ้าง เราก็จะรู้สึกว่าอาหารที่เรารับประทานนั้น มีความเอร็ดอร่อยมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีคุณค่าต่อร่างกายมากกว่าอีกด้วย {MH 300.1}

Preparation of Food It is wrong to eat merely to gratify the appetite, but no indifference should be manifested regarding the quality of the food or the manner of its preparation. If the food eaten is not relished, the body will not be so well nourished. The food should be carefully chosen and prepared with intelligence and skill. {MH 300.2}

การจัดปรุงอาหาร เป็นการไม่ถูกต้องที่รับประทานอาหารเพียงเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น โดยไม่ใส่ใจว่าอาหารที่รับประทานจะมีคุณภาพดีและถูกจัดปรุงอย่างไร ถ้าหากอาหารที่รับประทานนั้นไม่มีรสชาติเสียเลย ร่างกายก็จะไม่ได้รับสารบำรุงมากนัก ควรใส่ใจในการเลือกสรรสิ่งต่างๆ มาประกอบเป็นอาหารและควรมีทักษะและความเฉลี่ยวฉลาดในการจัดปรุงอย่างถูกหลัก {MH 300.2}

For use in breadmaking, the superfine white flour is not the best. Its use is neither healthful nor economical. Fine-flour bread is lacking in nutritive elements to be found in bread made from the whole wheat. It is a frequent cause of constipation and other unhealthful conditions. {MH 300.3}

แป้งสาลีขัดขาวนั้นไม่ใช่แป้งที่มีความเหมาะสมที่สุดในการนำมาทำขนมปัง การใช้แป้งชนิดนี้ทำให้ต้องสิ้นเปลืองทั้งยังไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ขนมปังที่ทำจากแป้งขัดขาวขาดสารอาหารหลายชนิดที่พบในขนมปังที่ทำจากแป้งสาลีที่ไม่ขัดขาว และมักจะเป็นสาเหตุของอาการท้องผูกและอาการไม่พึงประสงค์อื่นๆ ที่บั่นทอนสุขภาพ {MH 300.3}

The use of soda or baking powder in breadmaking is harmful and unnecessary. Soda causes inflammation of the stomach and often poisons the entire system. Many housewives think that they cannot make good bread without soda, but this is an error. If they would take the trouble to learn better methods, their bread would be more wholesome, and, to a natural taste, it would be more palatable. {MH 300.4}

การใช้เบกกิ้งโซดาหรือผงฟูในการทำขนมปังเป็นสิ่งที่มีอันตรายและไม่มีความจำเป็น ผงเบกกิ้งโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต) จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดการอักเสบและเป็นพิษต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย แม่บ้านหลายคนคิดว่าตนไม่สามารถทำขนมปังให้ดีได้โดยไม่ใช้เบกกิ้งโซดา แต่นี่เป็นความเข้าใจที่ผิด หากพวกเขาจะยอมทนลำบากสักนิดเพื่อเรียนรู้วิธีที่ดีกว่า ขนมปังของพวกเขาก็จะมีคุณประโยชน์ มีรสชาติที่เป็นธรรมชาติและน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น {MH 300.4}

In the making of raised or yeast bread, milk should not be used in place of water. The use of milk is an additional expense, and it makes the bread much less wholesome. Milk bread does not keep sweet so long after baking as does that made with water, and it ferments more readily in the stomach. {MH 301.1}

ในการทำขนมปังโดยใช้เชื้อยีสต์ ไม่ควรใช้นมวัวแทนน้ำ การใช้นมวัวทำให้สิ้นเปลืองเงินทองเพิ่มขึ้น และทำให้ขนมปังนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายน้อยลง ขนมปังที่ผสมนมวัวจะรักษารสกลมกล่อมได้ไม่นานภายหลังการอบเหมือนอย่างขนมปังที่ผสมด้วยน้ำและมักจะทำให้เกิดการบูดในกระเพาะอาหารได้ง่าย {MH 301.1}

Bread should be light and sweet. Not the least taint of sourness should be tolerated. The loaves should be small and so thoroughly baked that, so far as possible, the yeast germs shall be destroyed. When hot or new, raised bread of any kind is difficult of digestion. It should never appear on the table. This rule does not, however, apply to unleavened bread. Fresh rolls made of wheaten meal without yeast or leaven, and baked in a well-heated oven, are both wholesome and palatable. {MH 301.2}

ขนมปังควรจะมีน้ำหนักเบาและมีรสหวาน โดยไม่มีรสเปรี้ยวเจือปนแม้แต่น้อย ควรปั้นก้อนขนมปังให้เป็นก้อนเล็กและอบให้สุกอย่างทั่วถึง เพื่อฆ่าเชื้อยีสต์ในผงฟู ไม่ว่าจะเป็นขนมปังชนิดใดๆ ก็ตามที่มีส่วนผสมของเชื้อยีสต์ เมื่ออบเสร็จใหม่ๆ และยังร้อนอยู่จะเป็นอาหารที่ย่อยยาก และยังไม่ควรนำมาเสริฟบนโต๊ะอาหารในทันที ยกเว้นขนมปังไร้เชื้อที่ไม่ใส่ผงฟูหรือยีสต์ และอบจากเตาอบด้วยความร้อนที่เหมาะสม จะเป็นขนมปังที่น่ารับประทานและมีประโยชน์ต่อร่างกาย {MH 301.2}

Grains used for porridge or “mush” should have several hours’ cooking. But soft or liquid foods are less wholesome than dry foods, which require thorough mastication. Zwieback, or twice-baked bread, is one of the most easily digested and most palatable of foods. Let ordinary raised bread be cut in slices and dried in a warm oven till the last trace of moisture disappears. Then let it be browned slightly all the way through. In a dry place this bread can be kept much longer than ordinary bread, and, if reheated before using, it will be as fresh as when new. {MH 301.3}

ข้าวที่ใช้ทำข้าวต้มหรือ “ข้าวบด” ต้องใช้เวลาในการต้มหลายชั่วโมง แต่อาหารอ่อนและอาหารเหลวให้ประโยชน์ต่อร่างกายน้อยกว่าอาหารแห้ง ซึ่งต้องเคี้ยวให้ละเอียดเสียก่อน ขนมปังอบกรอบเป็นขนมปังที่อบสองหน อาหารประเภทนี้เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ย่อยได้ง่ายที่สุดและมีรสชาติที่อร่อยมากที่สุด โดยการนำเอาขนมปังธรรมดาที่ผสมผงฟูยีสต์หั่นเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วนำไปอบให้แห้งในเตาอบความร้อนต่ำ โดยให้ความชื้นระเหยไปจนหมด แล้วปล่อยให้เหลืองกรอบดี เมื่อเก็บไว้ในที่แห้ง ขนมปังชนิดนี้จะสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าขนมปังธรรมดา และเมื่อนำไปทำให้ร้อนอีกครั้งก่อนรับประทาน จะมีความสดใหม่เหมือนกับขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จ {MH 301.3}

Far too much sugar is ordinarily used in food. Cakes, sweet puddings, pastries, jellies, jams, are active causes of indigestion. Especially harmful are the custards and puddings in which milk, eggs, and sugar are the chief ingredients. The free use of milk and sugar taken together should be avoided. {MH 301.4}

โดยปกติเรามักจะเติมน้ำตาลลงในอาหารมากเกินไป ขนมเค้ก พุดดิ้ง พาย เยลลี่และแยมเป็นอาหารที่ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัสตาร์ดและพุดดิ้งซึ่งมีส่วนผสมหลักคือนมวัว ไข่ และน้ำตาล เราควรหลีกเลี่ยงการใช้นมวัวและน้ำตาลผสมกันมากเกินไป {MH 301.4}

If milk is used, it should be thoroughly sterilized; with this precaution, there is less danger of contracting disease from its use. Butter is less harmful when eaten on cold bread than when used in cooking; but, as a rule, it is better to dispense with it altogether. Cheese is still more objectionable; it is wholly unfit for food. {MH 302.1}

หากต้องใช้นมวัวก็ควรทำการนึ่งฆ่าเชื้อให้ทั่วถึง เพื่อเป็นการลดอันตรายจากการติดเชื้อจากการใช้นม ส่วนเนยเมื่อนำมารับประทานร่วมกับขนมปังที่เย็นมีอันตรายต่อร่างกายน้อยกว่าการใช้เนยในการปรุงอาหาร แต่ตามปกติแล้ว จะเป็นการดีกว่าที่จะไม่ใช้เนยเลย เนยแข็ง (ชีส) ยิ่งไม่มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้รับประทานเป็นอาหาร {MH 302.1}

Scanty, ill-cooked food depraves the blood by weakening the blood-making organs. It deranges the system and brings on disease, with its accompaniment of irritable nerves and bad tempers. The victims of poor cookery are numbered by thousands and tens of thousands. Over many graves might be written: “Died because of poor cooking;” “Died of an abused stomach.” {MH 302.2}

อาหารที่ปรุงอย่างไม่ถูกสุขลักษณะทำให้โลหิตไม่สมบูรณ์ เพราะไปทำให้อวัยวะที่ใช้ในการสร้างโลหิตอ่อนแอ จึงส่งผลให้ระบบของร่างกายเสียสมดุลและทำให้เกิดโรค สิ่งที่ตามมาก็คือ อาการหงุดหงิดฉุนเฉียวและอารมณ์เสีย คนนับพันนับหมื่นต้องตกเป็นเหยื่ยของการหุงต้มอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หน้าหลุมฝังศพหลายหลุมควรจะมีคำจารึกไว้ว่า “ตายเพราะอาหารที่หุงต้มอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ” “ตายเพราะกระเพาะอาหารถูกใช้งานอย่างสมบุกสมบัน” {MH 302.2}

It is a sacred duty for those who cook to learn how to prepare healthful food. Many souls are lost as the result of poor cookery. It takes thought and care to make good bread; but there is more religion in a loaf of good bread than many think. There are few really good cooks. Young women think that it is menial to cook and do other kinds of housework, and for this reason many girls who marry and have the care of families have little idea of the duties devolving upon a wife and mother. {MH 302.3}

ผู้ที่ปรุงอาหารมีหน้าที่อันสูงส่งที่ต้องเรียนรู้ถึงวิธีการในการจัดเตรียมอาหารที่ถูกสุขลักษณะ หลายคนต้องเสียชีวิตเพราะผลจากการหุงต้มอาหารที่แย่ การทำขนมปังที่ดีได้นั้นจะต้องใช้ทั้งความคิดและการเอาใจใส่ อนึ่ง มีหลักธรรมคำสอนอยู่ในขนมปังที่ดีหนึ่งก้อนมากกว่าที่หลายคนคิด คนครัวที่ดีจริงๆ นั้นมีน้อยมาก พวกผู้หญิงสาวๆ คิดว่าการหุงหาอาหารและการทำงานบ้านอื่น ๆ นั้นเป็นงานที่ต่ำต้อย และด้วยเหตุนี้ หญิงสาวหลายคนที่แต่งงานแล้วและต้องรับผิดชอบดูแลกิจการในบ้านเรือน จึงไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของภรรยาและมารดาเท่าไรนัก {MH 302.3}

Cooking is no mean science, and it is one of the most essential in practical life. It is a science that all women should learn, and it should be taught in a way to benefit the poorer classes. To make food appetizing and at the same time simple and nourishing, requires skill; but it can be done. Cooks should know how to prepare simple food in a simple and healthful manner, and so that it will be found more palatable, as well as more wholesome, because of its simplicity. {MH 302.4}

การปรุงอาหารมิเพียงแต่จะเป็นศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต เป็นวิชาที่ผู้หญิงทุกคนควรจะได้เรียนรู้ และควรจะสอนคนยากจนกว่าให้ได้รับประโยชน์ การที่จะปรุงอาหารอย่างง่ายๆ ให้อร่อยน่ารับประทานและให้มีคุณค่าทางอาหารนั้นต้องอาศัยทักษะ แต่สิ่งนี้สามารถที่จะทำได้ ผู้ที่ทำอาหารควรเรียนรู้ถึงวิธีการจัดเตรียมอาหารที่เรียบง่าย มีรสชาติดีและให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยากและถูกหลักสุขภาพ {MH 302.4}

Every woman who is at the head of a family and yet does not understand the art of healthful cookery should determine to learn that which is so essential to the well-being of her household. In many places hygienic cooking schools afford opportunity for instruction in this line. She who has not the help of such facilities should put herself under the instruction of some good cook and persevere in her efforts for improvement until she is mistress of the culinary art. {MH 303.1}

ผู้หญิงทุกคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการประกอบอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ควรตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเรียนรู้สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความผาสุกของสมาชิกในครอบครัว ในที่หลายแห่ง โรงเรียนสอนทำอาหารสุขภาพเปิดโอกาสให้มีการเรียนการสอนถึงวิธีการในการประกอบอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากในพื้นที่ไม่มีที่ให้เรียนรู้และศึกษาดังกล่าว ผู้หญิงที่สนใจก็สามารถเรียนฝึกหัดการปรุงอาหารกับคนครัวที่มีความสามารถ และพากเพียรปรับปรุงวิธีปรุงอาหารให้ดีขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดย่อมจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะของการประกอบอาหารได้ {MH 303.1}

Regularity in eating is of vital importance. There should be a specified time for each meal. At this time let everyone eat what the system requires and then take nothing more until the next meal. There are many who eat when the system needs no food, at irregular intervals, and between meals, because they have not sufficient strength of will to resist inclination. When traveling, some are constantly nibbling if anything eatable is within their reach. This is very injurious. If travelers would eat regularly of food that is simple and nutritious, they would not feel so great weariness nor suffer so much from sickness. {MH 303.2}

การรับประทานอาหารให้เป็นเวลาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เราควรจะกำหนดเวลาที่แน่นอนในการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ เมื่อถึงเวลาให้ทุกคนรับประทานอาหารตามที่ร่างกายต้องการและจะต้องไม่รับประทานสิ่งใดอีกจนกว่าจะถึงเวลาของอาหารมื้อถัดไป หลายคนรับประทานอาหารในเวลาที่ร่างกายไม่มีความต้องการอาหาร คือในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมระหว่างมื้ออาหาร เพราะเขาไม่มีความหนักแน่นพอที่จะขัดขืนการตามใจปากของตัวเอง ในขณะเดินทาง บางคนมักจะกินจุบกินจิบอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีอะไรที่กินได้อยู่ใกล้มือ การกระทำเช่นนี้ให้โทษเป็นอย่างมาก ถ้าผู้ที่เดินทางจะรับประทานอาหารที่เรียบง่ายและมีประโยชน์ต่อร่างกายให้เป็นเวลา พวกเขาก็จะไม่รู้สึกอ่อนเพลียถึงขนาดนี้หรือไม่ต้องทนทรมานด้วยการป่วยหนักเช่นที่เป็นอยู่ {MH 303.2}

Another pernicious habit is that of eating just before bedtime. The regular meals may have been taken; but because there is a sense of faintness, more food is eaten. By indulgence this wrong practice becomes a habit and often so firmly fixed that it is thought impossible to sleep without food. As a result of eating late suppers, the digestive process is continued through the sleeping hours. But though the stomach works constantly, its work is not properly accomplished. The sleep is often disturbed with unpleasant dreams, and in the morning the person awakes unrefreshed and with little relish for breakfast. When we lie down to rest, the stomach should have its work all done, that it, as well as the other organs of the body, may enjoy rest. For persons of sedentary habits, late suppers are particularly harmful. With them the disturbance created is often the beginning of disease that ends in death. {MH 303.3}

นิสัยอีกประการหนึ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างร้ายแรงคือ การรับประทานอาหารก่อนเข้านอน แม้เขาจะรับประทานอาหารตามเวลาแล้วก็ตาม แต่เพราะว่ายังมีความรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ เขาจึงรับประทานอาหารเพิ่มเข้าไปอีก ด้วยการตามใจตัวเองเช่นนี้ การกระทำที่ผิดๆ จึงเริ่มติดเป็นนิสัย จนเขาคิดว่าไม่อาจนอนหลับได้ ถ้าไม่ได้รับประทานอะไรก่อนนอน ผลที่เกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารมื้อดึกเช่นนี้ ทำให้ระบบยังคงต้องย่อยอาหารต่อไปอีกในขณะที่นอนหลับอยู่ และถึงแม้ว่ากระเพาะอาหารยังคงทำงานต่อไปก็ตาม แต่ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อเข้านอนก็มักจะทำให้หลับไม่สนิทและทำให้ฝันร้าย เมื่อตื่นขึ้นในเวลาเช้าก็รู้สึกไม่สดชื่นและไม่อยากรับประทานอาหารเช้า เมื่อเราล้มตัวลงนอนหลับพักผ่อน กระเพาะอาหารควรเสร็จสิ้นการทำงานของมัน เพื่อกระเพาะอาหารจะได้หยุดพักผ่อนเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีนิสัยที่ชอบนั่งนอนอยู่กับที่ การรับประทานอาหารมื้อดึกก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เมื่อการนอนหลับถูกรบกวนจากนิสัยเช่นนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโรคภัยที่มีอันตรายถึงชีวิต {MH 303.3}

In many cases the faintness that leads to a desire for food is felt because the digestive organs have been too severely taxed during the day. After disposing of one meal, the digestive organs need rest. At least five or six hours should intervene between the meals, and most persons who give the plan a trial will find that two meals a day are better than three. {MH 304.1}

ในหลายกรณี ความรู้สึกอ่อนเพลียที่ทำให้เกิดความอยากอาหารเกิดขึ้นเนื่องจากอวัยวะที่ใช้ย่อยอาหารต้องทำงานหนักเกินไปตลอดทั้งวัน เมื่อเสร็จหน้าที่หนึ่งมื้อไปแล้ว อวัยวะที่ใช้ย่อยอาหารก็ต้องการการพักผ่อน อย่างน้อยที่สุดควรจะมีเวลาพักระหว่างมื้ออาหารห้าหรือหกชั่วโมง และคนส่วนใหญ่ที่ได้ทดลองดู จะรู้สึกว่าการรับประทานอาหารวันละสองมื้อดีกว่าสามมื้อ {MH 304.1}

Wrong Conditions of Eating Food should not be eaten very hot or very cold. If food is cold, the vital force of the stomach is drawn upon in order to warm it before digestion can take place. Cold drinks are injurious for the same reason; while the free use of hot drinks is debilitating. In fact, the more liquid there is taken with the meals, the more difficult it is for the food to digest; for the liquid must be absorbed before digestion can begin. Do not eat largely of salt, avoid the use of pickles and spiced foods, eat an abundance of fruit, and the irritation that calls for so much drink at mealtime will largely disappear. {MH 305.1}

การรับประทานอาหารในลักษณะที่ผิด เราไม่ควรรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ถ้าอาหารอยู่ในสภาพที่เย็น กำลังของกระเพาะก็จะถูกดึงออกมาเพื่ออุ่นอาหารก่อนการย่อยจะเกิดขึ้นได้ เครื่องดื่มที่เย็นให้โทษต่อร่างกายด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน แต่การดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนมากเกินไปก็ให้โทษต่อร่างกายเช่นเดียวกัน ความจริงแล้วยิ่งถ้าดื่มน้ำหรือของเหลวคละไปกับการรับประทานอาหารครั้งละมากๆ ก็ยิ่งทำให้อาหารย่อยยากขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำหรือของเหลวจะต้องถูกดูดซึมเสียก่อนที่กระบวนการย่อยจะเริ่มขึ้นได้ อย่ารับประทานเกลือหรืออาหารรสเค็มในปริมาณมากๆ อย่ารับประทานอาหารหมักดองและอาหารที่ใส่เครื่องเทศรสจัด แต่จงรับประทานผลไม้ให้มาก แล้วอาการระคายเคืองกระเพาะอาหารซึ่งทำให้ต้องดื่มน้ำมากๆ ในเวลาอาหารก็จะหายไป {MH 305.1}

Food should be eaten slowly and should be thoroughly masticated. This is necessary in order that the saliva may be properly mixed with the food and the digestive fluids be called into action. {MH 305.2}

เราควรที่จะรับประทานอาหารช้า ๆ และเคี้ยวให้ละเอียด การเคี้ยวเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อช่วยให้น้ำลายได้คลุกเคล้ากับอาหารอย่างทั่วถึง และจะกระตุ้นให้หลั่งน้ำย่อยออกมาทำงาน {MH 305.2}

Another serious evil is eating at improper times, as after violent or excessive exercise, when one is much exhausted or heated. Immediately after eating there is a strong draft upon the nervous energies; and when mind or body is heavily taxed just before or just after eating, digestion is hindered. When one is excited, anxious, or hurried, it is better not to eat until rest or relief is found. {MH 305.3}

อันตรายที่ร้ายแรงอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การรับประทานอาหารในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่นภายหลังการออกกำลังกายหนักๆ เมื่อเรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยหมดแรงหรืออุณหภูมิในร่างกายสูง ทันทีภายหลังการรับประทานอาหาร ร่างกายมีการดึงพลังงานจำนวนมากจากระบบประสาท และเมื่อ ร่างกายหรือสมองผ่านการใช้งานมาอย่างหนักทั้งก่อนหรือหลังการรับประทานอาหาร จะทำให้อาหารไม่ย่อย เมื่อรู้สึกตื่นเต้น วิตกกังวลหรือรีบร้อน ไม่ควรรับประทานอาหารจนกว่าได้พักผ่อนให้รู้สึกสบายเสียก่อนจะดีกว่า {MH 305.3}

The stomach is closely related to the brain; and when the stomach is diseased, the nerve power is called from the brain to the aid of the weakened digestive organs. When these demands are too frequent, the brain becomes congested. When the brain is constantly taxed, and there is lack of physical exercise, even plain food should be eaten sparingly. At mealtime cast off care and anxious thought; do not feel hurried, but eat slowly and with cheerfulness, with your heart filled with gratitude to God for all His blessings. {MH 306.1}

กระเพาะอาหารมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสมอง เมื่อกระเพาะอาหารเกิดความเจ็บป่วย สมองจะกระตุ้นให้ระบบประสาทจ่ายพลังงานไปหล่อเลี้ยงส่วนที่อ่อนแอของอวัยวะย่อยอาหาร เมื่อเป็นเช่นนี้อยู่บ่อยๆ สมองก็จะไม่ปลอดโปร่ง เมื่อสมองต้องทำงานหนักอยู่เสมอ และขาดการออกกำลังกาย แม้แต่อาหารธรรมดาก็ควรรับประทานให้น้อยลง ในเวลารับประทานอาหารนั้น ควรละทิ้งเรื่องห่วงใยกังวล ความเร่งรีบทิ้งไป แต่ให้รับประทานอย่างช้าๆ และด้วยจิตใจที่ร่าเริง เปี่ยมล้นด้วยความสำนึกในพระคุณของพระเจ้าผู้ประทานพระพรมากมายมาให้ {MH 306.1}

Many who discard flesh meats and other gross and injurious articles think that because their food is simple and wholesome they may indulge appetite without restraint, and they eat to excess, sometimes to gluttony. This is an error. The digestive organs should not be burdened with a quantity or quality of food which it will tax the system to appropriate. {MH 306.2}

หลายคนที่เลิกรับประทานเนื้อสัตว์ และอาหารอื่นๆ ที่ไม่ดีและเป็นอันตรายต่อสุขภาพมักจะคิดว่าอาหารที่พวกเขารับประทานล้วนเป็นอาหารที่เรียบง่ายและมีประโยชน์ต่อร่างกาย พวกเขาจึงรับประทานกันอย่างตามใจปากและมากเกินพอ จนกลายเป็นความตะกละ การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อวัยวะที่ใช้ย่อยอาหารไม่ควรต้องรับภาระหนักด้วยปริมาณอาหารมากๆและหลากหลายชนิด จนทำให้ระบบต้องทำงานอย่างหักโหม {MH 306.2}

Custom has decreed that the food shall be placed upon the table in courses. Not knowing what is coming next, one may eat a sufficiency of food which perhaps is not the best suited to him. When the last course is brought on, he often ventures to overstep the bounds, and take the tempting dessert, which, however, proves anything but good for him. If all the food intended for a meal is placed on the table at the beginning, one has opportunity to make the best choice. {MH 306.3}

ธรรมเนียมปฏิบัติมักนิยมจัดวางอาหารบนโต๊ะทีละอย่างต่อๆ กันไปจนครบชุด เมื่อไม่รู้ว่าจะเป็นอาหารชนิดใดต่อไป ผู้รับประทานอาจพลาดจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขาในจำนวนที่พอเพียง เมื่ออาหารชุดสุดท้ายถูกนำออกมา บ่อยครั้งเขาจำใจต้องรับประทานมากเกินกำหนดโดยชิมของหวานที่เย้ายวนลิ้นไปบ้าง ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเขาเลย หากอาหารทั้งหมดที่เตรียมมาสำหรับมื้อหนึ่งๆถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะพร้อมกันตั้งแต่แรก ผู้รับประทานจะมีโอกาสเลือกอาหารที่เป็นประโยชน์ที่สุดต่อตัวเขาได้ {MH 306.3}

Sometimes the result of overeating is felt at once. In other cases there is no sensation of pain; but the digestive organs lose their vital force, and the foundation of physical strength is undermined. {MH 306.4}

บางครั้ง เราอาจรู้สึกไม่สบายทันทีภายหลังการรับประทานอาหารมากเกินไป ในบางกรณีอาจไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่อวัยวะในการย่อยอาหารเกิดสูญเสียกำลังไป และฐานรากของสุขภาพถูกบั่นทอนทีละน้อย {MH 306.4}

The surplus food burdens the system and produces morbid, feverish conditions. It calls an undue amount of blood to the stomach, causing the limbs and extremities to chill quickly. It lays a heavy tax on the digestive organs, and when these organs have accomplished their task, there is a feeling of faintness or languor. Some who are continually overeating call this all-gone feeling hunger; but it is caused by the over-worked condition of the digestive organs. At times there is numbness of the brain, with disinclination to mental or physical effort. {MH 307.1}

อาหารส่วนเกินที่รับประทานเข้าไป ทำให้อวัยวะในการย่อยอาหารต้องทำงานหนักและก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายคล้ายจะเป็นไข้ เพราะร่างกายต้องส่งโลหิตปริมาณมากเกินจำเป็นไปช่วยที่ช่วงท้อง ทำให้รู้สึกหนาวเย็นตามปลายมือและเท้าอย่างรวดเร็ว ทำให้อวัยวะในการย่อยอาหารต้องทำงานหนักขึ้น และเมื่ออวัยวะเหล่านี้ทำการย่อยเสร็จสิ้น จะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง บางคนที่รับประทานอาหารมากเกินไปเข้าใจความรู้สึกอ่อนเพลียนี้ว่าเป็นความหิว แต่ที่จริงความรู้สึกนี้เกิดจากการที่อวัยวะที่ใช้ในการย่อยอาหารทำงานจนหมดแรง บางครั้งทำให้สมองมึนงง จนทั้งสมองหรือร่างกายแทบไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย {MH 307.1}

These unpleasant symptoms are felt because nature has accomplished her work at an unnecessary outlay of vital force and is thoroughly exhausted. The stomach is saying, “Give me rest.” But with many the faintness is interpreted as a demand for more food; so instead of giving the stomach rest, another burden is placed upon it. As a consequence the digestive organs are often worn out when they should be capable of doing good work. {MH 307.2}

อาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายต้องทำงานหนักเกินกำลังจนหมดเรี่ยวแรงไป กระเพาะกำลังพูดว่า “ขอให้ฉันได้พักบ้างเถิด” แต่หลายคนตีความหมายของเความอ่อนเพลียนี้ว่า มีความต้องการอาหารมากขึ้น ดังนั้นแทนที่จะให้กระเพาะอาหารได้พัก กระเพาะอาหารจึงต้องทำงานหนักอีกครั้งหนึ่ง ผลที่ได้รับก็คือ ระบบย่อยอาหารที่ควรจะทำงานได้เป็นอย่างดีต่อไปต้องกลับเสื่อมสภาพลง {MH 307.2}

We should not provide for the Sabbath a more liberal supply or a greater variety of food than for other days. Instead of this the food should be more simple, and less should be eaten in order that the mind may be clear and vigorous to comprehend spiritual things. A clogged stomach means a clogged brain. The most precious words may be heard and not appreciated because the mind is confused by an improper diet. By overeating on the Sabbath, many do more than they think to unfit themselves for receiving the benefit of its sacred opportunities. {MH 307.3}

ในวันสะบาโต เราไม่ควรเตรียมอาหารไว้รับประทานมากหรือมีหลากหลายชนิดกว่าวันอื่นๆ แทนที่จะเป็นเช่นนี้ อาหารที่เตรียมควรจะเป็นอาหารที่เรียบง่ายกว่า และควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลง เพื่อให้สมองของเรามีความปลอดโปร่งและสามารถเข้าใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายจิตวิญญาณได้ดียิ่งขึ้น กระเพาะอาหารที่อิ่มแปล้หมายถึงสมองที่มึนทึบคิดอะไรไม่ออก เราอาจได้ฟังถ้อยคำที่ล้ำค่า แต่มิอาจเข้าใจความหมายอย่างซาบซึ้ง เพราะสมองของเรามึนซึมด้วยการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง การรับประทานอาหารมากเกินไปในวันสะบาโต เป็นเหตุให้หลายคนแปดเปื้อนตัว พวกเขาเองจนไม่อาจรับประโยชน์จากชั่วโมงอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้เท่าที่หลายคนคาดคิด {MH 307.3}

Cooking on the Sabbath should be avoided; but it is not therefore necessary to eat cold food. In cold weather the food prepared the day before should be heated. And let the meals, however simple, be palatable and attractive. Especially in families where there are children, it is well, on the Sabbath, to provide something that will be regarded as a treat, something the family do not have every day. {MH 307.4}

เราควรจะหลีกเลี่ยงการประกอบอาหารในวันสะบาโต แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานอาหารที่เย็นชืด ในช่วงที่อากาศหนาว เราควรที่จะอุ่นอาหารที่เตรียมไว้ตั้งแต่วันก่อนให้ร้อน ขอให้เป็นอาหารที่เรียบง่าย อร่อยและน่ารับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่มีเด็กๆ ในวันสะบาโต ควรจัดอาหารบางอย่างเป็นพิเศษที่ครอบครัวไม่มีเป็นประจำในวันธรรมดา {MH 307.4}

Where wrong habits of diet have been indulged, there should be no delay in reform. When dyspepsia has resulted from abuse of the stomach, efforts should be made carefully to preserve the remaining strength of the vital forces by removing every overtaxing burden. The stomach may never entirely recover health after long abuse; but a proper course of diet will save further debility, and many will recover more or less fully. It is not easy to prescribe rules that will meet every case; but, with attention to right principles in eating, great reforms may be made, and the cook need not be continually toiling to tempt the appetite. {MH 308.1}

ไม่ควรชักช้าในการแก้ไขนิสัยผิด ๆ ของการบริโภคอย่างตามใจปาก เมื่อโรคอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นจากการใช้กระเพาะอาหารอย่างสมบุกสมบัน เราควรพยายามสงวนอย่างระมัดระวังกำลังที่เหลือของกระเพาะอาหารโดยการกำจัดทุกภาระหนักของกระเพาะอาหารออกไป กระเพาะอาจไม่สามารถฟื้นเป็นปกติได้ทั้งหมดหลังจากที่ใช้งานอย่างหนักมาเป็นเวลานาน แต่การรับประทานอาหารที่ถูกต้องจะช่วยอาการเจ็บป่วยมิให้ลุกลามต่อไป และหลายคนจะสามารถหายจากอาการเจ็บป่วยจนเป็นปกติไม่มากก็น้อย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะกำหนดกฎเกณฑ์การรักษาสำหรับทุกๆกรณี แต่หากเราใส่ใจในหลักการที่ถูกต้องของการบริโภค จะช่วยการแก้ไขได้อย่างมาก และแม่ครัวก็ไม่จำต้องเหน็ดเหนื่อยกับการปรุงอาหารเพื่อไปกระตุ้นความอยาก {MH 308.1}

Abstemiousness in diet is rewarded with mental and moral vigor; it also aids in the control of the passions. Overeating is especially harmful to those who are sluggish in temperament; these should eat sparingly and take plenty of physical exercise. There are men and women of excellent natural ability who do not accomplish half what they might if they would exercise self-control in the denial of appetite. {MH 308.2}

การยับยั้งชั่งใจจากความอยากอาหารเป็นรางวัลแก่พลังสติปัญญาและอำนาจฝ่ายศีลธรรม อีกทั้งยังช่วยให้สามารถบังคับควบคุมกิเลสตัณหาได้ การรับประทานอาหารมากเกินควรมีอันตรายโดยเฉพาะกับผู้ที่มีพฤติกรรมเฉื่อยชา คนเหล่านี้ควรรับประทานอาหารแต่น้อยและออกกำลังกายให้มาก มีชายหญิงหลายคนซึ่งเป็นผู้มีพรสวรรค์อันเป็นเลิศ แต่พวกเขาประสบความสำเร็จได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่พวกเขาควรจะทำได้ เพราะพวกเขาไม่รู้จักควบคุมบังคับใจตัวเองในการบริโภคอาหาร {MH 308.2}

Many writers and speakers fail here. After eating heartily, they give themselves to sedentary occupations, reading, study, or writing, allowing no time for physical exercise. As a consequence the free flow of thought and words is checked. They cannot write or speak with the force and intensity necessary in order to reach the heart; their efforts are tame and fruitless. {MH 309.1}

นักเขียนและนักพูดหลายคนพลาดในข้อนี้ ภายหลังจากการรับประทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเขาก็นั่งทำงานอยู่กับที่ อ่าน เขียน หรือค้นคว้า โดยที่มิได้ใช้เวลาเพื่อการออกกำลังกายเลย ผลที่ตามมาก็คือ ความคิดและถ้อยคำมิอาจที่จะหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาได้ เขาไม่สามารถที่จะเขียนหรือพูดให้มีพลังอำนาจและเป็นที่จับใจได้เท่าที่ควร ความพยายามของพวกเขาดูธรรมดาเกินไปและไร้ประสิทธิภาพ {MH 309.1}

Those upon whom rest important responsibilities, those, above all, who are guardians of spiritual interests, should be men of keen feeling and quick perception. More than others, they need to be temperate in eating. Rich and luxurious food should have no place upon their tables. {MH 309.2}

คนทั้งหลายที่มีหน้าที่รับผิดชอบในสิ่งที่สำคัญๆ เหนืออื่นใด ผู้ปกป้องคุณค่าฝ่ายจิตวิญญาณควรมีความรู้สึกที่ฉลาดหลักแหลมและความเข้าใจที่ฉับไว มากกว่าผู้มีหน้าที่อื่น พวกเขาจำต้องประมาณตนในการบริโภค อาหารที่หรูหราฟุ่มเฟือยมิควรปรากฏอยู่บนโต๊ะอาหารของพวกเขา {MH 309.2}

Every day men in positions of trust have decisions to make upon which depend results of great importance. Often they have to think rapidly, and this can be done successfully by those only who practice strict temperance. The mind strengthens under the correct treatment of the physical and mental powers. If the strain is not too great, new vigor comes with every taxation. But often the work of those who have important plans to consider and important decisions to make is affected for evil by the results of improper diet. A disordered stomach produces a disordered, uncertain state of mind. Often it causes irritability, harshness, or injustice. Many a plan that would have been a blessing to the world has been set aside, many unjust, oppressive, even cruel measures have been carried, as the result of diseased conditions due to wrong habits of eating. {MH 309.3}

ผู้ที่ดำรงตำแหน่งซึ่งได้รับความไว้วางใจ มีเรื่องสำคัญต้องตัดสินในทุกวัน เขาจำต้องคิดด้วยความรวดเร็วและผู้ที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จได้จึงต้องเป็นผู้ที่รู้จักประมาณตนในการบริโภคอย่างเคร่งครัดเท่านั้น เมื่อเราใช้กำลังกายและกำลังสมองของเราในทางที่ถูก ความคิดของเราก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากภาระที่เพิ่มไม่หนักหนาเกินไป กำลังวังชาใหม่ก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับภาระที่เพิ่ม แต่บ่อยครั้งผู้ที่ต้องรับผิดชอบการพิจารณาและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ มักถูกผลกระทบในทางลบซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง กระเพาะอาหารที่ผิดปกติทำให้ความคิดยุ่งเหยิงและเกิดอาการแปรปรวนสับสน บ่อยครั้งมักทำให้อารมณ์หงุดหงิด เกรี้ยวกราด หรือขาดความยุติธรรม มีแผนงานหลายชิ้นที่น่าจะเป็นพระพรแก่ชาวโลกต้องถูกละทิ้งไป แต่มาตรการที่ไม่ยุติธรรม กดขี่ หรือแม้กระทั่งชั่วร้ายกลับได้รับการสานต่อ อันเป็นผลของการตัดสินใจที่มาจากสภาพความเจ็บป่วยเนื่องจากนิสัยที่ผิดๆในการบริโภค {MH 309.3}

Here is a suggestion for all whose work is sedentary or chiefly mental; let those who have sufficient moral courage and self-control try it: At each meal take only two or three kinds of simple food, and eat no more than is required to satisfy hunger. Take active exercise every day, and see if you do not receive benefit. {MH 310.1}

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำสำหรับคนทั้งหลายที่ต้องทำงานนั่งอยู่กับโต๊ะอยู่กับที่หรือต้องใช้สมองเป็นหลัก ขอให้ผู้ที่มีความเข้มแข็งทางศีลธรรมและรู้จักบังคับตนเองได้ลองปฏิบัติตาม ในแต่ละมื้อให้รับประทานอาหารชนิดที่เรียบง่ายเพียงสองหรือสามอย่าง และอย่ารับประทานอาหารให้มากกว่าความต้องการเพื่อให้หายหิว หมั่นออกกำลังกายด้วยความกระฉับกระเฉงในทุกๆวัน และคอยดูว่าท่านจะได้รับประโยชน์หรือไม่ {MH 310.1}

Strong men who are engaged in active physical labor are not compelled to be as careful as to the quantity or quality of their food as are persons of sedentary habits; but even these would have better health if they would practice self-control in eating and drinking. {MH 310.2}

คนแข็งแรงที่ทำงานโดยใช้แรงกายไม่จำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องของปริมาณหรือชนิดของอาหารเท่ากับคนที่นั่งทำงานอยู่กับที่ แต่ยิ่งกว่านั้น คนเหล่านี้จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น หากพวกเขารู้จักบังคับตัวเองในการกิน การดื่ม {MH 310.2}

Some wish that an exact rule could be prescribed for their diet. They overeat, and then regret it, and so they keep thinking about what they eat and drink. This is not as it should be. One person cannot lay down an exact rule for another. Everyone should exercise reason and self-control, and should act from principle. {MH 310.3}

บางคนอยากให้มีกฎตายตัวที่กำหนดเรื่องของอาหารที่พวกเขารับประทาน พวกเขารับประทานมากเกินไปแล้วนั่งเสียใจ แล้วพวกเขาก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาจะรับประทานและดื่ม แต่ไม่ควรเป็นเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถวางกฎตายตัวไว้สำหรับอีกคนหนึ่งได้ ทุกคนควรฝึกการใช้เหตุผลและบังคับตัวเอง รวมทั้งควรปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ {MH 310.3}

Our bodies are Christ’s purchased possession, and we are not at liberty to do with them as we please. All who understand the laws of health should realize their obligation to obey these laws which God has established in their being. Obedience to the laws of health is to be made a matter of personal duty. We ourselves must suffer the results of violated law. We must individually answer to God for our habits and practices. Therefore the question with us is not, “What is the world’s practice?” but, “How shall I as an individual treat the habitation that God has given me?” {MH 310.4}

ร่างกายของเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระคริสต์ที่พระองค์ได้ทรงไถ่ไว้แล้ว ดังนั้นเราจึงไม่มีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามที่เราพอใจ คนทั้งหลายที่รู้และเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ในด้านสุขภาพควรตระหนักถึงพันธะของตนเองที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ในชีวิตของพวกเขา การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านสุขภาพเป็นหน้าที่ส่วนบุคคล ตัวเราเองที่จะเป็นผู้ที่ต้องรับผลจากการล่วงละเมิด เราแต่ละคนจะต้องให้การต่อพระเจ้าในเรื่องของนิสัยและความประพฤติของเรา ด้วยเหตุนี้คำถามที่เราจะต้องตอบมิใช่ว่า“โลกปฏิบัติเยี่ยงไร” แต่ต้องถามว่า “ตัวเราแต่ละคนจะต้องปฏิบัติต่อร่างกายที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่เราอย่างไร” {MH 310.4}